พระซุ้มกอ ของแท้จากกรุ กำแพงเพชร

พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระที่สุดยอดของเมืองกำแพงเพชรที่หาได้ยาก ของแท้จากกรุวัดดัง เป็นพระที่อมตะ ทั้งพุทธศิลป์ และพุทธคุณถูก จัดอยู่ในชุดเบญจภาคีที่สูงสุดของพระเครื่องเมืองไทย พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระที่ทำจากเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ และทำจากเนื้อชิน ก็มีพุทธลักษณะของพระซุ้มกอนั้นองค์พระประติมากรรม ในสมัยสุโขทัย นั่งสมาธิลายกนกอยู่ด้านข้างขององค์พระนั่งประทับอยู่บนบัวเล็บช้าง ขอบของพิมพ์พระจะโค้งมนลักษณะคล้ายตัว ก.ไก่ คนเก่า ๆ จึงเรียกว่า “พระซุ้มกอ”

ประวัติความเป็นมาของพระซุ้มกอ

         พระเครื่องสกุลกำแพงเพชร มีตำนานปรากฏชัดเจนจากการพบจารึกบนแผ่นลานเงินในกรุขณะรื้อพระเจดีย์องค์ใหญ่ของวัดพระบรมธาตุ เมืองนครชุม และเมื่อ พ.ศ.2392 สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆังฯ ซึ่งขึ้นมาเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร ก็ได้อ่านศิลาจารึกอักษรไทยโบราณ ที่วัดเสด็จ ฝั่งเมืองกำแพงเพชรมีอยู่ในจารึกได้กล่าวถึงพิธีการสร้างพระ อุปเท่ห์การอาราธนาพระ รวมถึงพุทธานุภาพอย่างมหัศจรรย์ ของพระเครื่องสกุลกำแพงเพชรทั้งหลาย นอกจากนี้ในพระราชนิพนธ์ เรื่องเสด็จประพาสกำแพงเพชร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเขียนในปี พ.ศ. 2449 ก็ได้กล่าวถึงจารึกบนแผ่นลานทอง อันมีข้อความเกี่ยวกับการขุดพบพระต่างๆ ตามกรุต่างๆ หลักฐานชิ้นสำคัญ อันเกี่ยวกับเมืองกำแพงเพชร ได้แก่ศิลาจารึกนครชุม ที่กล่าวถึงการสร้างเมือง โดยพระมหาธรรมราชาลิไท ในราวปี พ.ศ.1279

         จากหลักฐานการศึกษา เทียบเคียงทั้งหลายมีข้อสันนิษฐาน ที่เชื่อถือได้โดยสรุปว่า พระซุ้มกอสร้างโดยพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อครั้งดำรงพระยศผู้ครองเมืองชากังราว ในฐานะเมืองหน้าด่านสำคัญของอาณาจักรสุโขทัย ก่อนที่จะได้ทรงรับสถาปนาเป็นกษัตริย์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์สุโขทัย ดังนั้นอายุการสร้างของพระซุ้มกอจนถึงปัจจุบัน จึงมีประมาณ 700-800 ปี

พระกำแพงซุ้มกอแบ่งตามประเภท ที่ค้นพบมีด้วยกัน 5 พิมพ์ ประกอบด้วย

  1. พิมพ์ใหญ่ แยกออกเป็น 2 ประเภท คือ มีลายกนกและไม่มีลายกนก พระที่ไม่มีลายกนกส่วนใหญ่มักจะมีสีดำ หรือสีน้ำตาลแก่ซึ่งเรามักจะเรียกว่า “พระกำแพงซุ้มกอดำ”
  2. พิมพ์กลาง
  3. พิมพ์เล็ก
  4. พิมพ์เล็กพัดโบก
  5. พิมพ์ขนมเปี๊ย

         พระกำแพงซุ้มกอ ทั้งมีลายกนกและไม่มีลายกนกเป็นพระที่มีศิลปะของสุโขทัยปนกับศิลปะศรีลังกา โดยเฉพาะไม่มีลายกนกจะเห็นว่าเป็นศิลปะศรีลังกาอย่างเด่นชัด พระกำแพงซุ้มกอ เนื้อขององค์พระ ใช้ดินผสมกับว่านเกสรดอกไม้ ละเอียดเมื่อนำสาลีหรือผ้ามาเช็ดถูจะเกิดลักษณะมันวาวขึ้นทันที

ลักษณะของเนื้อที่เด่นชัดอีกประการหนึ่ง คือตามผิวขององค์พระจะมีจุดสีแดง ๆ ซึ่งเราเรียกว่า “ว่านดอกมะขาม” และตามซอกขององค์พระจะมีจุดดำ ๆ ซึ่งเราเรียกว่า “ราดำจับอยู่ตามบริเวณซอกของพระ”

          พระกำแพงซุ้มกอ นั้นนอกจากเนื้อดินยังพบเนื้อชินและชนิดที่เป็นเนื้อว่านล้วน ๆ ก็มีแต่น้อยมาก

พระกำแพงซุ้มกอ ที่ขุดค้นพบนั้นจะปรากฏอยู่ตามบริเวณวัดบรมธาตุ วัดพิกุล วัดฤาษีและตลอดบริเวณลานทุ่งเศรษฐี พระกำแพงซุ้มกอ ที่ไม่มีลายกนกที่มีสีน้ำตาลนั้นจัดเป็นพระที่หาได้ยากมาก เพราะส่วนใหญ่จะมีสีดำ

พลานุภาพของพระซุ้มกอ

พระกำแพงซุ้มกอ เป็นพระพุทธคุณอันสูงส่ง ใครมีไว้บูชาแล้วไม่จน ผู้ใดมีครอบครองเด่นในเรื่อง เมตตามหานิยม โชคลาภ เงินทองไหลมาเทมา แคล้วคลาด ปลอดภัย มีบารมีมาก เสริมอำนาจบารมี  เพราะพระกำแพงซุ้มกอ มีครบเครื่องไม่ว่าเรื่อง เมตตา มหานิยม แคล้วคลาด ตลอดจนเรื่องโชคลาภ จนมีคำพูดที่พูดติดปากกันมาแต่โบราณกาลว่า “มีกูแล้วไม่จน” คือถ้อยคำประจำองค์พระซุ้มกอ ซึ่งหมายถึง พระซุ้มกอสุดยอดทางโชคลาภ เมตตามหานิยม ใครมีไว้แล้วจะร่ำรวย เป็นมหาเศรษฐี เจริญรุ่งเรือง ในชีวิต ทำให้ผู้คนทั้งประเทศปรารถนาที่จะเป็นเจ้าของพระซุ้มกอ การเช่าจึงอยู่ที่หลักล้านขึ้นไป พระซุ้มกอจึงกลายเป็น หนึ่งในเบญจภาคี หรือหนึ่งในจักรพรรดิแห่งวงการพระเครื่อง

ลงนะหน้าทอง ร้อยคนรัก! พันคนหลง! แสนคนชม หลงงงงวย

ลงนะหน้าทอง เชื่อกันว่า ด้วยแผ่นทองคำบริสุทธิ์ แล้วเป็นสุดยอดของเมตตามหานิยม 100คนรัก 1,000คนหลง แสนคนชม นิยมชมชื่น ตำนานการลง นะหน้าทอง มีมาหลายพันปี ในยุกต์เก่าจนถึงปัจจุบัน การลงนะหน้าทองเป็นวิธีการเสริมดวงชะตาในด้านเมตามหาเสน่ห์ และเพิ่มโชคลาภ ทำให้ชีวิตของผู้ที่ได้ถูกลงนะหน้าทองเจริญรุ่งเรือง มีเสน่ห์เมตตามหานิยม คนชื่นชม มีโชคลาภ เข้ามามิได้ขาด ลงนะหน้าทอง

ทำมาค้าขายร่ำรวย เจรจาสำเร็จผล แต่จะมีใครทราบบ้างว่าการลงนะหน้าทองนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรและนิยมทำกันที่ส่วนไหนไปดูเรื่องราว “ลงนะหน้าทอง”

ทองคำเปลว

ข้อดีในทางวิทยาศาสตร์ 

จากหลักฐานทางการวิทยาศาสตร์ พบว่าโลหะทองคำบริสุทธิ์ จะไม่มีปฏิกิริยากับสารเคมีใดๆหรือต่อเซลของร่างกายเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรืออาการแพ้ข้างเคียง สหภาพยุโรป หรือ อียู ได้รับรองและอนุญาตให้ทองคำจัดอยู่ในกลุ่มสารเติมแต่งผสมในอาหารได้ (Food Additives) ในประเทศเยอรมนีและยุโรปหลายประเทศ มีการนำแผ่นทองคำเปลวหรือในรูปผงบดละเอียดมาประยุกต์ใช้ตกแต่งอาหาร รวมทั้งการผสมในเครื่องดื่มยี่ห้อเก่าแก่ เช่น Goldschl?ger, Gold Strike, and Goldwasser. ซึ่งจัดอยู่ในประเภทเครื่องดื่มสุขภาพที่แพงจัด ในประเทศทางแถบเอเชีย เช่น บาหลี มีการนำทองคำมาผสมในการทำขนมหวาน อย่างไรก็ตามเนื่องจากโลหะทองคำมีคุณสมบัติเฉื่อย จึงไม่มีปฏิกิริยากับสิ่งแวดล้อมในร่างกาย ดังนั้นจึงไม่มีรสชาด ความอร่อยและไม่มีคุณค่าทางอาหาร และจะถูกขับออกจากร่างกายได้โดยไม่ถูกเปลี่ยนแปลงใดๆ

ขอดีในด้านต่าง ๆ ของทองคำเปลวบริสุทธิ์

  • ทองคำมีศักยภาพของการสมานโรค (Healing power) ช่วยให้สุขภาพที่แย่ดีขึ้น
  • ลดการอักเสปได้เป็นอย่างดี มีฤทธิ์ต้านอาการอับเสบและบวมช้ำของโรคเก๊า (Rheumatoid arthritis)
  • แร่ทองคำสามารถต้านอนุมูลอิสสระที่เกิดขึ้นจากข้อกระดูกที่อักเสบ ทำให้บรรเทาความเจ็บปวดและบวมช้ำได้ผล
  • มีประสิทธิภาพต้านอนุมูลอิสสระของผิวหนังและต้านอาการอักเสบของผิวหนังที่เกิดจากรังสียูวีได้
  • ลดเรือนริ้วลอยและจุดด่างดำบนใบหน้า ทำให้ผิวผ่องใส งดงามดุจดังทองคำ
  • ประโยชน์ของการยืดอายุผิวพรรณและลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย
  • อนุภาพของทองคำช่วยให้จิตใจสงบ เป็นสมาธิ ในเนื้อทองคำมีสารที่ทำให้จิตเกิดความสงบมิฟุ้งซาน
  • ผู้ที่มีทองคำแท้ ในครอบครอง หรือสวมใส จะทำให้มีบารมี สง่าราศรี มีเสน่ห์ แก่คนที่พบเห็น

มาร์คหน้าด้วยทองคำ

ทองคำ นับเป็นอัญมณีล้ำค่าตลอดกาล มนุษย์มักจะให้ความสำคัญกับอัญมณีที่มีค่าและหายากมาสัมพันธ์กับสุขภาพกายและความงามเสมอ มีประวัติการนำทองคำบริสุทธิ์มาดัดแปลงใช้กับส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้า โดยเชื่อว่าจะช่วยชะลออายุผิวพรรณตั้งแต่ครั้งยุคของพระนางคลีโอพัตรา และมีใช้ในระดับผู้นำสูงสุดอีกหลายทวีป เช่น จีน อัฟริกา รวมทั้งยุโรป แม้จะยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ว่าทองคำจะช่วยชะลอความเหี่ยวย่นของผิวหนังได้อย่างไร

ลงนะหน้าทองตรงไหนบ้าง ?

ในศาสตร์ของการใช้ทองคำ บนใบหน้า หรือ “ลงนะหน้าทอง” มาดูกันว่าเค้าปิดแผ่นทอง กันในส่วนไหนของร่างกายบ้าง

  1. หน้าผาก หรือ ปลายผม เป็นจุดใหญ่ที่สุดของใบหน้าและถือเป็นจุดที่สามารถเห็นเด่นชัด จุดนี้ถือว่าเป็นที่รวมของสิริบนใบหน้า และเป็นจุดสำคัญที่สุดในการลงนะหน้าทอง
  2. เปลือกตา หรือ จุดนี้เพื่อให้ยามที่ใครสบตาเรา หรือยามที่เรากระพริบตา ผู้ที่มองเราอยู่จะรู้สึกนึกรักและนิยมในตัวเรา
  3. แก้ม เพื่อให้เป็นที่รัก การลงที่แก้มจะเรียกว่าวิชาพรหมสี่หน้า เป็นเมตตาอย่างประเสริฐ
  4. ลิ้น เรียกว่าสาลิกาลิ้นทอง เป็นวิชาลงทองที่มีสูตรเฉพาะแยกออกมาอีกสาขาหนึ่ง
  5. 5. คาง เป็นส่วนที่ต่ำสุดของใบหน้า ลงจุดนี้เพื่อเป็นที่เคารพยำเกรง
  6. คอ ลงที่คอ ถือว่าจะมีกินมีใช้ไปตลอด
  7. กลางอก ระหว่างเต้านม 2 ข้าง เชื่อว่าจะมีความสุข ชีวิตสมหวังตลอดการ
  8. ตรงท้อง เชื่อว่าจะมีกินมีใช้ หาเงินทองคล่อง มีโชคมีลาภ มิได้อดได้ยาก
  9. ที่มือทั้งสอง ข้าง เชื่อกันว่า จะทำมาหากินคล่อง หาเงินใส่มือมิขาดสาย

การลงนะหน้าทอง เป็นศาสตร์ที่มีอำนาจสูงส่งทางด้านการส่งเสริมดวงชะตาบารมี เสริมสิริมงคล รวมไปถึงเมตตามหานิยม มหาเสน่ห์ และโชคลาภ ความเจริญรุ่งเรือง ผู้ใดได้ลงนะหน้าทองถือเป็นวาสนาแห่งบุคคลผู้นั้น ที่ไม่เคยมีใครรักก็กลับมามีคนเมตตารักใคร่ ที่ทำมาหากินไม่ดีก็กลับมาค้าขายดีมีกำไร ชีวิตที่อับเฉาก็จะไม่แห้งเหี่ยวอีกต่อไป จะบังเกิดสิ่งที่ดี ๆ เข้ามาในชีวิต พลิกชะตาจากที่ร้าย

แผ่นทองนวดหน้า

การลงนะหน้าทองนั้น มีวิธีการลงที่แตกต่างกันไป แต่ส่วนมากบทสวดจะเป็นเมตตามหานิยม เสริมโชคลาภ และบารมีให้กับคนลง และคำเตือนผู้ที่มีผิวที่แพ้ต่อทองคำ มิควรจะทาทองคำเปลวที่ผิว เพราะอาจเกิดผื่นคันแดง และอาจรุกรามถ้าเกาจนเป็นแผล ดังนั้นควรใช้แผ่นทองคำเปลวที่มีความบริสุทธิ์ 99.99% หรือ 100 เท่านั้น

******บทความบางตอน อาจเป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน******